ราคาในตลาดสูงขึ้นมาก คนบ่นกันทั้งประเทศ → รัฐบาลออกกฎ "ห้ามขายเกินราคานี้"
ฟังดูเหมือนจะช่วยคนได้จริง ๆ ใช่มั้ย? บทนี้จะพาไปดูว่า มันช่วยจริงหรือแค่ดูเหมือนช่วย
ต้นปี 2020 คนแห่ซื้อหน้ากากอนามัย ร้านขายดียิ่งขึ้น ราคาจาก กล่องละ 50 บาท → ถีบไปเป็น 150–300 บาท ประชาชนด่าว่าแพงเกินเหตุ รัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่าง
ถ้าคุณเป็นรัฐมนตรี คุณออกกฎว่า: "ร้านค้าห้ามขายหน้ากากอนามัยเกินกล่องละ 30 บาท" ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป
คำตอบคือ C และ D ทั้งคู่ถูก — นี่คือ paradox ที่น่าสนใจของราคาขั้นสูง
เมื่อรัฐบังคับราคาที่ ต่ำกว่า ที่ตลาดยอมรับ:
🔹 ผู้ผลิต — ไม่อยากผลิตออกมาขาย (ขายแล้วได้น้อย สู้เก็บไว้ดีกว่า)
🔹 ผู้บริโภค — อยากซื้อมากขึ้น เพราะราคาถูก
🔹 ผลลัพธ์ — ของขาดแคลน (Shortage) คนต่อแถว คนไม่ได้ซื้อ
🔹 ตลาดมืด — คนที่อยากได้จริง ๆ ยอมจ่ายแพงกว่า 30 ใต้โต๊ะ
นี่ไม่ใช่ว่ารัฐทำผิด — แต่เป็นผลข้างเคียงที่ต้องเข้าใจ ว่าทำไมการกำหนดราคา "เพื่อช่วยคน" จึงมักกลายเป็นการ "ทำให้หาของยากขึ้น"
ใช้เส้น D และ S เดียวกับบทที่แล้ว (P* = 3, Q* = 60k) — ลองลาก sliderเพื่อกำหนด "ราคาขั้นสูง" ที่รัฐบังคับ แล้วสังเกตดู
ราคาสูงสุดที่รัฐบาลกำหนด "ห้ามขายเกิน" — ตั้งใจจะช่วยผู้บริโภคที่เดือดร้อนกับราคาตลาดที่สูง
เมื่อ binding: Excess Demand = Qᴅ(P̄) − Qˢ(P̄) → ของขาด ต่อแถว ตลาดมืด
เมื่อ "ของในตลาดถูกต้อง" มีไม่พอ แต่คนยังอยากได้ — จะเกิดตลาดใต้ดินที่ขายสินค้านี้ในราคาแพงกว่า
ผู้ซื้อในตลาดมืดจะจ่ายราคา "ที่ตลาดยอมรับจริง ๆ" ซึ่งสูงกว่าทั้งราคาดุลยภาพเดิมเสียอีก — เพราะผู้ขายต้องเสี่ยงถูกจับ
ในหนังสือเรียน ทางแก้ที่รัฐบาลมักทำควบคู่กัน คือ การปันส่วนสินค้า (Rationing) เช่น แจกคูปอง 1 คน/1 ชิ้น หรือ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มอุปทานชดเชยของขาด
📝 โจทย์: สินค้าชนิดหนึ่งมี...
อุปสงค์: Qᴅ = −5P + 30
อุปทาน: Qˢ = 16 + 2P
ถ้ารัฐกำหนดราคาขั้นสูง P̄ = 1 บาท/หน่วย จะเกิดอะไรขึ้น?
อุปสงค์: Qᴅ = 120 − 20P
อุปทาน: Qˢ = 10P
รัฐตั้งราคาขั้นสูง P̄ = 2 บาท/หน่วย จงหา Excess Demand (ของขาดกี่หน่วย)