ร้านส้มตำควรขึ้นราคาหรือลดราคา? — คำตอบขึ้นอยู่กับ "ความยืดหยุ่น"
🍽️ สถานการณ์ที่ 1: ร้านส้มตำขายจานละ 50 บาท ขายได้วันละ 100 จาน
→ รายรับ = 50 × 100 = 5,000 บาท/วัน
ถ้าขึ้นราคาเป็น 60 บาท → คนหนีไปร้านอื่น เหลือ 70 จาน
→ รายรับ = 60 × 70 = 4,200 บาท/วัน 😱 ขึ้นราคาแล้วรายได้ลด!
💊 สถานการณ์ที่ 2: ร้านขายยาแก้ปวด ขายกล่องละ 50 บาท ขายได้วันละ 100 กล่อง
→ รายรับ = 50 × 100 = 5,000 บาท/วัน
ถ้าขึ้นราคาเป็น 60 บาท → คนยังต้องซื้อ เหลือ 95 กล่อง
→ รายรับ = 60 × 95 = 5,700 บาท/วัน 🎉 ขึ้นราคาแล้วรายได้เพิ่ม!
คำตอบอยู่ที่ว่า ลูกค้า"ไว" ต่อการเปลี่ยนแปลงราคาแค่ไหน
🍽️ ส้มตำ → ลูกค้าไวมาก ราคาขึ้นนิดเดียวก็หนีไปร้านอื่น → เรียกว่า Elastic (ยืดหยุ่นมาก)
💊 ยา → ลูกค้าไม่ค่อยไว ราคาขึ้นก็ต้องซื้อเพราะจำเป็น → เรียกว่า Inelastic (ยืดหยุ่นน้อย)
การวัดว่า เมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนไป → ปริมาณที่คนอยากซื้อจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน
ถ้าลูกค้าไวมาก (ปริมาณเปลี่ยนเยอะ) → Elastic
ถ้าลูกค้าไม่ค่อยไว (ปริมาณเปลี่ยนน้อย) → Inelastic
วัด "ความไว" ออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร?
แนวคิดง่ายๆ คือ: ราคาเปลี่ยนไป 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนไปกี่ %?
ค่า Ep จะติดลบเสมอ (เพราะราคาขึ้น→ซื้อน้อยลง) แต่เวลาพิจารณาจะดูแค่ |Ep| ค่าสัมบูรณ์
ใช้เมื่อ: มีสมการอุปสงค์ หรือต้องการวัด ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้น
dQ/dP คือ slope ของ Q เทียบกับ P (อนุพันธ์)
สมมติ อุปสงค์: P = 10 − Q (หรือ Q = 10 − P)
→ dQ/dP = −1
ต้องการหา Ep ที่จุด Q = 2, P = 8:
Ep = (−1) × (8/2) = −4
|Ep| = 4 > 1 → Elastic → ราคาเปลี่ยน 1% ปริมาณเปลี่ยน 4%!
ลองอีกจุด Q = 8, P = 2:
Ep = (−1) × (2/8) = −0.25
|Ep| = 0.25 < 1 → Inelastic → บนเส้นเดียวกัน จุดต่างกัน Ep ก็ต่างกัน!
ใช้เมื่อ: มีข้อมูลแค่ 2 จุด ไม่มีสมการ → ต้องใช้ค่าเฉลี่ย (Midpoint Method)
สินค้า X มีข้อมูล 2 จุด:
จุด B: P = 7, Q = 1,000 → จุด E: P = 5, Q = 3,000
Ep = (3,000 − 1,000) / (5 − 7) × (7 + 5) / (1,000 + 3,000)
= (2,000 / −2) × (12 / 4,000)
= −1,000 × 0.003 = −3
|Ep| = 3 > 1 → Elastic → ราคาลด 1% ปริมาณซื้อเพิ่ม 3%
สรุปเปรียบเทียบ:
Point มีสมการ → ใช้ dQ/dP × P/Q → ได้ค่า ณ จุดเดียว
Arc มีแค่ 2 จุด → ใช้สูตร Midpoint → ได้ค่าเฉลี่ยระหว่างช่วง
|Ep| บอกอะไรเราบ้าง? — จำแค่ 5 แบบ
จำง่าย: |Ep| ยิ่งมาก = ลูกค้ายิ่งไวต่อราคา = เส้น D ยิ่งแบน
|Ep| = 0 (ไม่ไวเลย เส้นตั้ง) → ... → |Ep| = 1 (กลางๆ) → ... → |Ep| = ∞ (ไวสุดๆ เส้นนอน)
ร้านค้าควรขึ้นราคาหรือลดราคา? — ขึ้นอยู่กับ Ep!
ย้อนกลับไปดูตัวอย่าง:
🍽️ ส้มตำ (Elastic): ขึ้นราคา 20% → คนหาย 30% → TR = ลดลง → ไม่ควรขึ้นราคา!
💊 ยา (Inelastic): ขึ้นราคา 20% → คนหายแค่ 5% → TR = เพิ่มขึ้น → ขึ้นราคาได้!
ตัวอย่าง P = 10−Q (ตารางที่ 3-4) ใช้ Point Elasticity:
| Q | P | TR | Ep | |Ep| | ประเภท |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 9 | 9 | −9 | 9 | Elastic |
| 2 | 8 | 16 | −4 | 4 | Elastic |
| 3 | 7 | 21 | −2.33 | 2.33 | Elastic |
| 4 | 6 | 24 | −1.50 | 1.50 | Elastic |
| 5 | 5 | 25 | −1 | 1 | Unitary |
| 6 | 4 | 24 | −0.67 | 0.67 | Inelastic |
| 7 | 3 | 21 | −0.43 | 0.43 | Inelastic |
| 8 | 2 | 16 | −0.25 | 0.25 | Inelastic |
| 9 | 1 | 9 | −0.11 | 0.11 | Inelastic |
สังเกตว่า: สีเขียว (Elastic) → TR เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ | สีเหลือง (Unitary) → TR สูงสุด! | สีแดง (Inelastic) → TR ลดลง
นักศึกษามักสับสนว่า "เส้น D ชัน = Inelastic" เสมอ — ซึ่งไม่จริง!
บนเส้นอุปสงค์เส้นตรง P = 10−Q ทุกจุดมี slope เท่ากัน = −1 แต่:
• จุดบนสุด (P สูง, Q น้อย) → |Ep| = ∞ → Elastic สุดๆ
• จุดกึ่งกลาง (Q = 5) → |Ep| = 1 → Unitary
• จุดล่างสุด (P ต่ำ, Q มาก) → |Ep| = 0 → Inelastic สุดๆ
เพราะ Ep = (dQ/dP) × (P/Q) — ส่วน P/Q เปลี่ยนไปตามจุดที่วัด!
📌 จำไว้: slope บอกว่า "ΔQ เท่าไรเมื่อ ΔP = 1 หน่วย" แต่ Ep บอกว่า "%ΔQ เท่าไรเมื่อ %ΔP = 1%" — ต่างกัน!
🟢 Elastic (|Ep|>1): ราคาลด → TR เพิ่ม (คนซื้อเพิ่มมากกว่าราคาที่ลด)
👗 เช่น ร้านเสื้อผ้าลดราคา 30% → คนมาซื้อเพิ่ม 80% → รายรับเพิ่ม!
🟡 Unitary (|Ep|=1): ราคาเปลี่ยน → TR ไม่เปลี่ยน (TR สูงสุด ณ จุดนี้)
🔴 Inelastic (|Ep|<1): ราคาขึ้น → TR เพิ่ม (คนยังซื้ออยู่ ลดน้อยมาก)
⛽ เช่น ปั๊มน้ำมันขึ้นราคา 10% → คนเติมลดแค่ 3% → รายรับเพิ่ม!
🌾 นี่คือเหตุผลที่ "ชาวนาผลผลิตเยอะ แต่รายได้ลด" — ข้าวเป็นสินค้า inelastic: ราคาลด→TR ลด
จากการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ จะได้ว่า:
สูตรนี้อธิบายว่า ทำไม Ep ถึงกำหนดทิศทางของ TR:
• ถ้า |Ep| > 1 → (1 − 1/|Ep|) > 0 → MR > 0 → TR ยังเพิ่มอยู่
• ถ้า |Ep| = 1 → (1 − 1/1) = 0 → MR = 0 → TR สูงสุด!
• ถ้า |Ep| < 1 → (1 − 1/|Ep|) < 0 → MR < 0 → TR ลดลง
🔢 เช่น ที่ Q=2, P=8, |Ep|=4 → MR = 8×(1−1/4) = 8×0.75 = 6 (ยังเป็นบวก → TR ยังเพิ่ม ✓)
🔢 ที่ Q=5, P=5, |Ep|=1 → MR = 5×(1−1/1) = 5×0 = 0 (TR สูงสุด! ✓)
รายได้เพิ่ม → ซื้อเพิ่มเสมอไหม? ราคาเป๊ปซี่ขึ้น → โค้กขายดีไหม?
วัดว่า รายได้เปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนกี่ %?
ลองนึกภาพ: นักศึกษาเพิ่งเรียนจบ ได้งานเงินเดือน 25,000 บาท — พฤติกรรมการซื้อจะเปลี่ยนอย่างไร?
🍜 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: ตอนเรียนกินทุกวัน → พอมีเงิน ซื้อน้อยลง!
→ รายได้↑ แต่ Q↓ → EI < 0 → สินค้าด้อย (Inferior)
🍚 ข้าวสาร: ยังซื้ออยู่ แต่เพิ่มขึ้นไม่มาก กินข้าวเท่าเดิม
→ รายได้↑ Q↑เล็กน้อย → 0 < EI < 1 → สินค้าจำเป็น (Necessity)
✈️ ท่องเที่ยวต่างประเทศ: จากปีละ 0 เป็นปีละ 2 ครั้ง เพิ่มขึ้นมาก!
→ รายได้↑ Q↑มาก → EI > 1 → สินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury)
ช่วงรายได้ 6,000→8,000 บาท: EI = 1.4 → Luxury (ฟุ่มเฟือย)
ช่วงรายได้ 8,000→10,000 บาท: EI = 0.69 → Necessity (จำเป็น)
ช่วงรายได้ 14,000→16,000 บาท: EI = −0.84 → Inferior (ด้อย)
สังเกต: สินค้าเดียวกัน ที่ช่วงรายได้ต่างกัน อาจเปลี่ยนประเภทได้!
วัดว่า ราคาสินค้า Y เปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อสินค้า X เปลี่ยนกี่ %?
EXY > 0 สินค้าทดแทน (Substitute) — ราคา Y ขึ้น → ซื้อ X เพิ่ม (เปลี่ยนทิศเดียวกัน)
🥤 เช่น ราคาเป๊ปซี่ขึ้น → คนหันมาซื้อโค้กมากขึ้น
EXY < 0 สินค้าประกอบ (Complement) — ราคา Y ขึ้น → ซื้อ X ลด (เปลี่ยนทิศตรงข้าม)
⛽ เช่น ราคาน้ำมันขึ้น → คนซื้อรถยนต์น้อยลง (ใช้ด้วยกัน)
EXY = 0 สินค้าไม่เกี่ยวข้อง (Independent)
📎 เช่น ราคาปากกาขึ้น → ปริมาณไข่ที่คนซื้อไม่เปลี่ยน
วัดว่า ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนกี่ %?
โดย A = ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา
• EA > 0 → โฆษณาเพิ่ม → คนซื้อเพิ่ม (ปกติจะเป็นบวก)
• EA สูง → โฆษณาได้ผลมาก → คุ้มค่าที่จะลงทุนโฆษณา
📺 เช่น ร้านอาหารจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม 10% → ลูกค้ามาเพิ่ม 8% → EA = 0.8
หมายความว่า โฆษณาเพิ่ม 1% ทำให้ยอดขายเพิ่ม 0.8% — ต้องชั่งน้ำหนักว่ากำไรที่ได้คุ้มกับค่าโฆษณาไหม
ทดสอบความเข้าใจ — 5 ข้อ