บทที่ 3 หน้าหลัก
บทที่ 3.3 · ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
Ajarn.Kwan @ เศรษฐศาสตร์ รามคำแหง
3.3 ความยืดหยุ่น
ส่วนที่ 1 — ทำไมต้องรู้เรื่อง "ความยืดหยุ่น"?

ร้านส้มตำควรขึ้นราคาหรือลดราคา? — คำตอบขึ้นอยู่กับ "ความยืดหยุ่น"

🍽️ สถานการณ์ที่ 1: ร้านส้มตำขายจานละ 50 บาท ขายได้วันละ 100 จาน

→ รายรับ = 50 × 100 = 5,000 บาท/วัน

ถ้าขึ้นราคาเป็น 60 บาท → คนหนีไปร้านอื่น เหลือ 70 จาน

→ รายรับ = 60 × 70 = 4,200 บาท/วัน 😱 ขึ้นราคาแล้วรายได้ลด!

💊 สถานการณ์ที่ 2: ร้านขายยาแก้ปวด ขายกล่องละ 50 บาท ขายได้วันละ 100 กล่อง

→ รายรับ = 50 × 100 = 5,000 บาท/วัน

ถ้าขึ้นราคาเป็น 60 บาท → คนยังต้องซื้อ เหลือ 95 กล่อง

→ รายรับ = 60 × 95 = 5,700 บาท/วัน 🎉 ขึ้นราคาแล้วรายได้เพิ่ม!

ทำไมสินค้า 2 ชนิดนี้ได้ผลต่างกัน ทั้งที่ขึ้นราคาเท่ากัน?
ก. เพราะส้มตำอร่อยกว่ายา
ข. เพราะส้มตำมีร้านอื่นให้เลือกเยอะ แต่ยาจำเป็นต้องซื้อ
ค. เพราะส้มตำราคาถูกกว่ายา

คำตอบอยู่ที่ว่า ลูกค้า"ไว" ต่อการเปลี่ยนแปลงราคาแค่ไหน

🍽️ ส้มตำ → ลูกค้าไวมาก ราคาขึ้นนิดเดียวก็หนีไปร้านอื่น → เรียกว่า Elastic (ยืดหยุ่นมาก)

💊 ยา → ลูกค้าไม่ค่อยไว ราคาขึ้นก็ต้องซื้อเพราะจำเป็น → เรียกว่า Inelastic (ยืดหยุ่นน้อย)

ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Ep) คือ?

การวัดว่า เมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนไป → ปริมาณที่คนอยากซื้อจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน

ถ้าลูกค้าไวมาก (ปริมาณเปลี่ยนเยอะ) → Elastic

ถ้าลูกค้าไม่ค่อยไว (ปริมาณเปลี่ยนน้อย) → Inelastic

ส่วนที่ 2 — วิธีคำนวณ Ep: แบบจุด vs แบบช่วง

วัด "ความไว" ออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร?

แนวคิดง่ายๆ คือ: ราคาเปลี่ยนไป 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนไปกี่ %?

Ep = %ΔQ / %ΔP

ค่า Ep จะติดลบเสมอ (เพราะราคาขึ้น→ซื้อน้อยลง) แต่เวลาพิจารณาจะดูแค่ |Ep| ค่าสัมบูรณ์

วิธีที่ 1 — แบบจุด (Point Elasticity)

ใช้เมื่อ: มีสมการอุปสงค์ หรือต้องการวัด ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้น

Ep = (dQ/dP) × (P/Q)

dQ/dP คือ slope ของ Q เทียบกับ P (อนุพันธ์)

🔢 ตัวอย่าง: Point Elasticity

สมมติ อุปสงค์: P = 10 − Q (หรือ Q = 10 − P)

→ dQ/dP = −1

ต้องการหา Ep ที่จุด Q = 2, P = 8:

Ep = (−1) × (8/2) = −4

|Ep| = 4 > 1 → Elastic → ราคาเปลี่ยน 1% ปริมาณเปลี่ยน 4%!

ลองอีกจุด Q = 8, P = 2:

Ep = (−1) × (2/8) = −0.25

|Ep| = 0.25 < 1 → Inelastic → บนเส้นเดียวกัน จุดต่างกัน Ep ก็ต่างกัน!

📌 สำคัญ: บนเส้นอุปสงค์เส้นตรงเส้นเดียวกัน Ep ไม่เท่ากันทุกจุด — ครึ่งบน elastic ครึ่งล่าง inelastic
วิธีที่ 2 — แบบช่วง (Arc Elasticity)

ใช้เมื่อ: มีข้อมูลแค่ 2 จุด ไม่มีสมการ → ต้องใช้ค่าเฉลี่ย (Midpoint Method)

Ep = (Q₂ − Q₁) / (P₂ − P₁) × (P₁ + P₂) / (Q₁ + Q₂)
ทำไมต้องใช้ค่าเฉลี่ย (P₁+P₂) แทน P₁ ตัวเดียว?
ก. ให้ดูยากขึ้น
ข. เพราะถ้าเริ่มจากจุดต่างกัน (A→B vs B→A) จะได้คำตอบต่างกัน
ค. เพราะอาจารย์ชอบ
🔢 ตัวอย่าง: Arc Elasticity

สินค้า X มีข้อมูล 2 จุด:

จุด B: P = 7, Q = 1,000 → จุด E: P = 5, Q = 3,000

Ep = (3,000 − 1,000) / (5 − 7) × (7 + 5) / (1,000 + 3,000)

= (2,000 / −2) × (12 / 4,000)

= −1,000 × 0.003 = −3

|Ep| = 3 > 1 → Elastic → ราคาลด 1% ปริมาณซื้อเพิ่ม 3%

สรุปเปรียบเทียบ:

Point มีสมการ → ใช้ dQ/dP × P/Q → ได้ค่า ณ จุดเดียว

Arc มีแค่ 2 จุด → ใช้สูตร Midpoint → ได้ค่าเฉลี่ยระหว่างช่วง

ส่วนที่ 3 — 5 ประเภทความยืดหยุ่น

|Ep| บอกอะไรเราบ้าง? — จำแค่ 5 แบบ

จำง่าย: |Ep| ยิ่งมาก = ลูกค้ายิ่งไวต่อราคา = เส้น D ยิ่งแบน

|Ep| = 0 (ไม่ไวเลย เส้นตั้ง) → ... → |Ep| = 1 (กลางๆ) → ... → |Ep| = ∞ (ไวสุดๆ เส้นนอน)

ส่วนที่ 4 — ความสัมพันธ์ Ep กับ TR: ขึ้นราคาดีหรือลดราคาดี?

ร้านค้าควรขึ้นราคาหรือลดราคา? — ขึ้นอยู่กับ Ep!

ย้อนกลับไปดูตัวอย่าง:

🍽️ ส้มตำ (Elastic): ขึ้นราคา 20% → คนหาย 30% → TR = ลดลง → ไม่ควรขึ้นราคา!

💊 ยา (Inelastic): ขึ้นราคา 20% → คนหายแค่ 5% → TR = เพิ่มขึ้น → ขึ้นราคาได้!

ตัวอย่าง P = 10−Q (ตารางที่ 3-4) ใช้ Point Elasticity:

QPTREp|Ep|ประเภท
199−99Elastic
2816−44Elastic
3721−2.332.33Elastic
4624−1.501.50Elastic
5525−11Unitary
6424−0.670.67Inelastic
7321−0.430.43Inelastic
8216−0.250.25Inelastic
919−0.110.11Inelastic

สังเกตว่า: สีเขียว (Elastic) → TR เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ | สีเหลือง (Unitary) → TR สูงสุด! | สีแดง (Inelastic) → TR ลดลง

⚠️ สำคัญ: slope ≠ ความยืดหยุ่น!

นักศึกษามักสับสนว่า "เส้น D ชัน = Inelastic" เสมอ — ซึ่งไม่จริง!

บนเส้นอุปสงค์เส้นตรง P = 10−Q ทุกจุดมี slope เท่ากัน = −1 แต่:

• จุดบนสุด (P สูง, Q น้อย) → |Ep| = ∞ → Elastic สุดๆ

• จุดกึ่งกลาง (Q = 5) → |Ep| = 1 → Unitary

• จุดล่างสุด (P ต่ำ, Q มาก) → |Ep| = 0 → Inelastic สุดๆ

เพราะ Ep = (dQ/dP) × (P/Q) — ส่วน P/Q เปลี่ยนไปตามจุดที่วัด!

📌 จำไว้: slope บอกว่า "ΔQ เท่าไรเมื่อ ΔP = 1 หน่วย" แต่ Ep บอกว่า "%ΔQ เท่าไรเมื่อ %ΔP = 1%" — ต่างกัน!

กฎ Ep กับ TR (ต้องจำ!)

🟢 Elastic (|Ep|>1): ราคาลด → TR เพิ่ม (คนซื้อเพิ่มมากกว่าราคาที่ลด)
👗 เช่น ร้านเสื้อผ้าลดราคา 30% → คนมาซื้อเพิ่ม 80% → รายรับเพิ่ม!

🟡 Unitary (|Ep|=1): ราคาเปลี่ยน → TR ไม่เปลี่ยน (TR สูงสุด ณ จุดนี้)

🔴 Inelastic (|Ep|<1): ราคาขึ้น → TR เพิ่ม (คนยังซื้ออยู่ ลดน้อยมาก)
⛽ เช่น ปั๊มน้ำมันขึ้นราคา 10% → คนเติมลดแค่ 3% → รายรับเพิ่ม!
🌾 นี่คือเหตุผลที่ "ชาวนาผลผลิตเยอะ แต่รายได้ลด" — ข้าวเป็นสินค้า inelastic: ราคาลด→TR ลด

สูตรเชื่อม MR กับ Ep (สำหรับคนอยากเข้าใจลึกขึ้น)

จากการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ จะได้ว่า:

MR = P × (1 + 1/Ep) = P × (1 − 1/|Ep|)

สูตรนี้อธิบายว่า ทำไม Ep ถึงกำหนดทิศทางของ TR:

• ถ้า |Ep| > 1 → (1 − 1/|Ep|) > 0 → MR > 0 → TR ยังเพิ่มอยู่

• ถ้า |Ep| = 1 → (1 − 1/1) = 0 → MR = 0 → TR สูงสุด!

• ถ้า |Ep| < 1 → (1 − 1/|Ep|) < 0 → MR < 0 → TR ลดลง

🔢 เช่น ที่ Q=2, P=8, |Ep|=4 → MR = 8×(1−1/4) = 8×0.75 = 6 (ยังเป็นบวก → TR ยังเพิ่ม ✓)

🔢 ที่ Q=5, P=5, |Ep|=1 → MR = 5×(1−1/1) = 5×0 = 0 (TR สูงสุด! ✓)

ส่วนที่ 5 — ความยืดหยุ่นต่อรายได้ (EI) และความยืดหยุ่นไขว้ (EXY)

รายได้เพิ่ม → ซื้อเพิ่มเสมอไหม? ราคาเป๊ปซี่ขึ้น → โค้กขายดีไหม?

EI — ความยืดหยุ่นต่อรายได้

วัดว่า รายได้เปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนกี่ %?

EI = (∂Q/∂I) × (I/Q)

ลองนึกภาพ: นักศึกษาเพิ่งเรียนจบ ได้งานเงินเดือน 25,000 บาท — พฤติกรรมการซื้อจะเปลี่ยนอย่างไร?

🍜 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: ตอนเรียนกินทุกวัน → พอมีเงิน ซื้อน้อยลง!
→ รายได้↑ แต่ Q↓ → EI < 0 → สินค้าด้อย (Inferior)

🍚 ข้าวสาร: ยังซื้ออยู่ แต่เพิ่มขึ้นไม่มาก กินข้าวเท่าเดิม
→ รายได้↑ Q↑เล็กน้อย → 0 < EI < 1 → สินค้าจำเป็น (Necessity)

✈️ ท่องเที่ยวต่างประเทศ: จากปีละ 0 เป็นปีละ 2 ครั้ง เพิ่มขึ้นมาก!
→ รายได้↑ Q↑มาก → EI > 1 → สินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury)

🔢 ตัวอย่าง

ช่วงรายได้ 6,000→8,000 บาท: EI = 1.4 → Luxury (ฟุ่มเฟือย)

ช่วงรายได้ 8,000→10,000 บาท: EI = 0.69 → Necessity (จำเป็น)

ช่วงรายได้ 14,000→16,000 บาท: EI = −0.84 → Inferior (ด้อย)

สังเกต: สินค้าเดียวกัน ที่ช่วงรายได้ต่างกัน อาจเปลี่ยนประเภทได้!

EXY — ความยืดหยุ่นไขว้

วัดว่า ราคาสินค้า Y เปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อสินค้า X เปลี่ยนกี่ %?

EXY = (∂QX/∂PY) × (PY/QX)

EXY > 0 สินค้าทดแทน (Substitute) — ราคา Y ขึ้น → ซื้อ X เพิ่ม (เปลี่ยนทิศเดียวกัน)
🥤 เช่น ราคาเป๊ปซี่ขึ้น → คนหันมาซื้อโค้กมากขึ้น

EXY < 0 สินค้าประกอบ (Complement) — ราคา Y ขึ้น → ซื้อ X ลด (เปลี่ยนทิศตรงข้าม)
⛽ เช่น ราคาน้ำมันขึ้น → คนซื้อรถยนต์น้อยลง (ใช้ด้วยกัน)

EXY = 0 สินค้าไม่เกี่ยวข้อง (Independent)
📎 เช่น ราคาปากกาขึ้น → ปริมาณไข่ที่คนซื้อไม่เปลี่ยน

ราคาน้ำมันเพิ่ม 10% → คนซื้อรถลด 5% → EXY เท่าไร? เป็นสินค้าประเภทใด?
ก. EXY = +0.5 → ทดแทน
ข. EXY = −0.5 → ประกอบกัน
ค. EXY = 0 → ไม่เกี่ยวข้อง
EA — ความยืดหยุ่นต่อค่าใช้จ่ายในการโฆษณา (Advertising Elasticity)

วัดว่า ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเปลี่ยน 1% → ปริมาณซื้อเปลี่ยนกี่ %?

EA = (∂Q/∂A) × (A/Q)

โดย A = ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

• EA > 0 → โฆษณาเพิ่ม → คนซื้อเพิ่ม (ปกติจะเป็นบวก)

• EA สูง → โฆษณาได้ผลมาก → คุ้มค่าที่จะลงทุนโฆษณา

📺 เช่น ร้านอาหารจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม 10% → ลูกค้ามาเพิ่ม 8% → EA = 0.8
หมายความว่า โฆษณาเพิ่ม 1% ทำให้ยอดขายเพิ่ม 0.8% — ต้องชั่งน้ำหนักว่ากำไรที่ได้คุ้มกับค่าโฆษณาไหม

ส่วนที่ 6 — แบบฝึกหัด

ทดสอบความเข้าใจ — 5 ข้อ