อะไรบ้างที่ทำให้คนอยากซื้อสินค้ามากขึ้นหรือน้อยลง?
ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง (Qd) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 7 ประการ ดังนี้:
P ราคาสินค้าชนิดนั้น (Price) — P↑ → Qd↓
🏪 เช่น ราคาข้าวกล่องจาก 40 เป็น 60 บาท → คนซื้อน้อยลง หันไปทำข้าวกินเอง
I รายได้ของผู้บริโภค (Income) — I↑ → Qd↑ (สินค้าปกติ)
💰 เช่น ได้ขึ้นเงินเดือน → ไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นบ่อยขึ้น (สินค้าปกติ) แต่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้อยลง (สินค้าด้อย)
P₀ ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Price of other goods)
🥤 สินค้าทดแทน: ราคาเป๊ปซี่ขึ้น → คนซื้อโค้กมากขึ้น
⛽ สินค้าประกอบ: ราคาน้ำมันขึ้น → คนซื้อรถยนต์น้อยลง
T รสนิยมของผู้บริโภค (Taste)
📺 เช่น อินฟลูเอนเซอร์รีวิวครีมกันแดดยี่ห้อหนึ่ง → คนแห่ซื้อมากขึ้น
E การคาดคะเน (Expectation)
📈 เช่น ข่าวว่าเดือนหน้าน้ำมันจะขึ้นราคา → คนรีบเติมน้ำมันวันนี้มากขึ้น
N จำนวนผู้บริโภค (Number of consumers)
🏙️ เช่น คอนโดสร้างใหม่ย่านนี้ → มีคนอยู่อาศัยเพิ่ม → ร้านสะดวกซื้อขายดีขึ้น
อื่นๆ ปัจจัยอื่น
🌧️ เช่น ฤดูฝน → ร่มขายดี | ฤดูร้อน → ไอศกรีมขายดี
ในทางเศรษฐศาสตร์ เวลาเขียนเส้นอุปสงค์ เราจะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง P กับ Qd เพียง 2 ตัวเท่านั้น โดยสมมติปัจจัยอื่นคงที่ (ceteris paribus):
1 Change in Quantity Demanded (การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ) — เกิดจาก P เปลี่ยน เท่านั้น → เคลื่อนย้ายภายในเส้น D เดิม (move along the demand curve) เช่น จาก A ไป B บนเส้นเดิม
2 Change/Shift in Demand (การเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์) — เกิดจาก ปัจจัยอื่นนอกจาก P เปลี่ยน (I, P₀, T, E, N...) → เส้น D ทั้งเส้นเลื่อนย้าย ไปทางขวาหรือซ้าย
TR, AR, MR — ความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าใจ
TR รายรับรวม (Total Revenue) = รายรับทั้งหมดจากการขาย
AR รายรับเฉลี่ย (Average Revenue) = รายรับต่อหน่วย
MR รายรับเพิ่ม (Marginal Revenue) = รายรับที่เพิ่มขึ้นเมื่อขายเพิ่มอีก 1 หน่วย
ตัวอย่างง่ายๆ: ร้านขายส้มตำ ขายจานละ 50 บาท วันนี้ขายได้ 80 จาน
🍽️ TR = 50 × 80 = 4,000 บาท (รายรับทั้งวัน)
🍽️ AR = 4,000 / 80 = 50 บาท/จาน (เท่ากับราคาขาย!)
🍽️ MR = ถ้าขายจานที่ 81 ได้อีก 50 บาท → MR = 50 (รายรับเพิ่มจากจานสุดท้าย)
แต่ถ้าต้องลดราคาเหลือ 45 บาทเพื่อขายจานที่ 81 → TR ใหม่ = 45 × 81 = 3,645 → MR = 3,645 − 4,000 = −355 บาท! (ขายเพิ่ม 1 จาน แต่รายรับลด เพราะต้องลดราคาทุกจาน)
ตัวอย่าง: สมมติเส้นอุปสงค์เป็นเส้นตรงทอดลง P = 10 − Q
AR = P = 10 − Q (เส้น AR ซ้อนกับเส้น D!)
TR = P × Q = (10−Q)×Q = 10Q − Q²
MR = dTR/dQ = 10 − 2Q
สังเกต: slope ของ MR = −2 เป็น 2 เท่าของ slope ของ AR = −1
ตาราง (ตารางที่ 3-3):
| Q | P | TR | AR | MR (discrete) | MR (continuous) |
|---|---|---|---|---|---|
| 0 | 10 | 0 | 10 | — | 10 |
| 1 | 9 | 9 | 9 | 9 | 8 |
| 2 | 8 | 16 | 8 | 7 | 6 |
| 3 | 7 | 21 | 7 | 5 | 4 |
| 4 | 6 | 24 | 6 | 3 | 2 |
| 5 | 5 | 25 | 5 | 1 | 0 |
| 6 | 4 | 24 | 4 | −1 | −2 |
| 7 | 3 | 21 | 3 | −3 | −4 |
| 8 | 2 | 16 | 2 | −5 | −6 |
| 9 | 1 | 9 | 1 | −7 | −8 |
| 10 | 0 | 0 | 0 | −9 | −10 |
ข้อสรุปสำคัญจากรูปที่ 3-8:
① MR มี slope เป็น 2 เท่าของ AR (หรือเส้น D) — MR ตัดแกน Q ที่จุดกึ่งกลางของ AR
② เมื่อ MR > 0 → TR ยังเพิ่มขึ้น | เมื่อ MR = 0 → TR สูงสุด | เมื่อ MR < 0 → TR ลดลง
③ AR = D = P เสมอ (เส้นรายรับเฉลี่ยคือเส้นอุปสงค์)
ทดสอบความเข้าใจ — 5 ข้อ