บทที่ 3 หน้าหลัก
บทที่ 3.1 · อุปสงค์ตลาด
Ajarn.Kwan @ เศรษฐศาสตร์ รามคำแหง
3.1 อุปสงค์ตลาด
ส่วนที่ 1 — ความหมายของอุปสงค์และอุปสงค์ตลาด

อุปสงค์ตลาด (Market Demand) คืออะไร? มาจากไหน?

อุปสงค์ (Demand) คืออะไร?

อุปสงค์ หมายถึง จำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ โดยต้องมี 3 เงื่อนไขพร้อมกัน:

1 ปรารถนาหรือต้องการสินค้านั้น (desire for a good)

2 มีความสามารถจ่ายเงินซื้อได้ (ability to pay for a good)

3 เต็มใจจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้านั้น (willingness to pay for a good)

ทั้ง 3 ข้อต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ณ ระดับราคาต่างๆ กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด

🚗 เช่น นักศึกษาอยากได้รถ BMW (ข้อ 1 ✓) แต่ไม่มีเงินซื้อ (ข้อ 2 ✗) → ไม่นับเป็นอุปสงค์!
💰 เศรษฐีมีเงินพอซื้อรถ BMW (ข้อ 2 ✓) แต่ไม่อยากได้ ชอบขับมอเตอร์ไซค์มากกว่า (ข้อ 1 ✗) → ก็ไม่นับเป็นอุปสงค์!

เส้นอุปสงค์ (Demand Curve) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้า (P) กับปริมาณที่ต้องการซื้อ (Qd) เส้นจะทอดลงจากซ้ายไปขวา (slope ลบ) — ราคาสูงขึ้น ปริมาณซื้อลดลง และราคาลดลง ปริมาณเพิ่มขึ้น โดยสมมติปัจจัยอื่นคงที่ (ceteris paribus)

อุปสงค์ตลาด (Market Demand) คืออะไร?

ถ้านำจำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อแต่ละคนต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ มารวมกัน จะได้ อุปสงค์ตลาด (Market Demand)

วิธีหา: รวมปริมาณ (Q) ที่ราคา (P) เดียวกัน ของผู้บริโภคทุกคน — เรียกว่า Horizontal Summation (การรวมแนวนอน)

ลองคิดก่อน: สินค้า X ราคา 10 บาท คนที่ 1 ซื้อ 70 หน่วย คนที่ 2 ซื้อ 120 หน่วย — อุปสงค์ตลาดเท่ากับเท่าไร?
ก. 95 หน่วย (เฉลี่ย)
ข. 190 หน่วย (รวมกัน)
ค. 120 หน่วย (ใช้คนที่ซื้อมากสุด)

ตัวอย่าง (ตารางที่ 3-1): ลองกรอกช่อง "อุปสงค์ตลาด" ด้วยตัวเอง:

ราคา (฿)คนที่ 1คนที่ 2ตลาด
503080
404090
3050100
2060110
1070120

สมการ: D₁: Q₁ = 80 − P | D₂: Q₂ = 130 − P

→ ตลาด: Q = Q₁ + Q₂ = 210 − 2P (รวม Q ที่ P เดียวกัน)

แต่การรวมแบบนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีอุปสงค์แต่ละคนเป็นอิสระต่อกัน ในบางกรณี อุปสงค์ขึ้นกับจำนวนคนอื่นที่ซื้อ เรียก Network Externalities:

🟢 Positive: คนซื้อเพิ่ม → อยากซื้อตาม = Bandwagon Effect

🔴 Negative: คนซื้อเพิ่ม → ไม่อยากซื้อ = Snob Effect

ส่วนที่ 2 — ผลของสมัยนิยม (Bandwagon Effect)

Positive Network Externalities — คนอื่นซื้อเยอะ ฉันก็อยากซื้อด้วย!

Bandwagon Effect คืออะไร?

ผลของสมัยนิยม เกิดเมื่อบุคคลหนึ่งต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนอื่นบริโภคสินค้าเดียวกัน — ซื้อเพราะคนส่วนใหญ่ล้วนมี "เห็นคนอื่นมี ก็ต้องมีบ้าง"

ตัวอย่าง: รถยนต์รุ่นนิยม, แฟชั่นตามเทรนด์, อาหารร้านดัง, เสื้อผ้าตามสมัยนิยม

ตอนแรกมีคนซื้อชาไข่มุก 20,000 แก้ว แล้วเกิดกระแสไวรัล คนเพิ่มเป็น 40,000 → เส้นอุปสงค์จะเปลี่ยนอย่างไร?
ก. เคลื่อนไปตามเส้นเดิม (move along)
ข. เส้น D เลื่อนไปทางขวา (shift right)
ค. เส้น D เลื่อนไปทางซ้าย (shift left)

ตัวอย่าง (รูปที่ 3-2): สมมติตอนแรกมีผู้ซื้อ 20,000 คน → D₂₀ เมื่อคนเพิ่มเป็น 40,000 → D₄₀ เลื่อนขวา ตามลำดับจนถึง D₁₀₀ เมื่อลากต่อจุดดุลยภาพจะได้เส้น Demand ตลาดที่แบนกว่าเส้นบุคคล

สรุป: Bandwagon → เส้นตลาดแบนกว่า (elastic มากกว่า) เส้นบุคคล เพราะราคาลดนิดเดียว Q เพิ่มเยอะมาก

ส่วนที่ 3 — ผลของความอยากเด่น (Snob Effect)

Negative Network Externalities — คนอื่นซื้อเยอะ ฉันกลับไม่อยากซื้อ!

Snob Effect คืออะไร?

ตรงข้ามกับ Bandwagon — บุคคลต้องการสินค้าลดลงเมื่อคนอื่นมีมากขึ้น เพราะต้องการความพิเศษ แตกต่างจากผู้อื่น "ถ้าทุกคนมี ก็ไม่อยากมีแล้ว"

ตัวอย่าง: กระเป๋า Hermès, นาฬิกา Rolex หายาก, งานศิลปะ Limited Edition

กระเป๋า Hermès ราคาหลายแสน ถ้าราคาลดเหลือครึ่ง แล้วคนซื้อเพิ่มมาก — ลูกค้า VIP เดิมจะรู้สึกอย่างไร?
ก. ดีใจ ซื้อเพิ่มอีก
ข. เฉยๆ ไม่มีผล
ค. ไม่อยากใช้แล้ว เพราะคนมีเยอะ ไม่พิเศษอีกต่อไป

ตัวอย่าง (รูปที่ 3-3): ตอนแรกผู้ซื้อ 2,000 คน → D₂ เมื่อคนเพิ่ม → D เลื่อนซ้ายเป็น D₄, D₆, D₈ เส้น Demand ตลาดจะชันกว่าเส้นบุคคล

สรุป: Snob → เส้นตลาดชันกว่า (elastic น้อยกว่า) เส้นบุคคล เพราะราคาลด → คนใหม่ซื้อเพิ่ม แต่คนเดิมเลิกซื้อ

ส่วนที่ 4 — สรุปเปรียบเทียบ + แบบฝึกหัด

Bandwagon vs Snob — เปรียบเทียบ 2 แบบ

🟢 Bandwagon🔴 Snob
เมื่อคนอื่นซื้อเพิ่มอยากซื้อตามไม่อยากซื้อ
เส้น D เลื่อนไปทางขวาไปทางซ้าย
เส้นตลาด vs บุคคลแบนกว่าชันกว่า
ตัวอย่างชาไข่มุก, iPhoneHermès, Rolex
แบบฝึกหัด — 5 ข้อ