อุปสงค์ตลาด (Market Demand) คืออะไร? มาจากไหน?
อุปสงค์ หมายถึง จำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ โดยต้องมี 3 เงื่อนไขพร้อมกัน:
1 ปรารถนาหรือต้องการสินค้านั้น (desire for a good)
2 มีความสามารถจ่ายเงินซื้อได้ (ability to pay for a good)
3 เต็มใจจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้านั้น (willingness to pay for a good)
ทั้ง 3 ข้อต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ณ ระดับราคาต่างๆ กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด
🚗 เช่น นักศึกษาอยากได้รถ BMW (ข้อ 1 ✓) แต่ไม่มีเงินซื้อ (ข้อ 2 ✗) → ไม่นับเป็นอุปสงค์!
💰 เศรษฐีมีเงินพอซื้อรถ BMW (ข้อ 2 ✓) แต่ไม่อยากได้ ชอบขับมอเตอร์ไซค์มากกว่า (ข้อ 1 ✗) → ก็ไม่นับเป็นอุปสงค์!
เส้นอุปสงค์ (Demand Curve) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้า (P) กับปริมาณที่ต้องการซื้อ (Qd) เส้นจะทอดลงจากซ้ายไปขวา (slope ลบ) — ราคาสูงขึ้น ปริมาณซื้อลดลง และราคาลดลง ปริมาณเพิ่มขึ้น โดยสมมติปัจจัยอื่นคงที่ (ceteris paribus)
ถ้านำจำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อแต่ละคนต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ มารวมกัน จะได้ อุปสงค์ตลาด (Market Demand)
วิธีหา: รวมปริมาณ (Q) ที่ราคา (P) เดียวกัน ของผู้บริโภคทุกคน — เรียกว่า Horizontal Summation (การรวมแนวนอน)
ตัวอย่าง (ตารางที่ 3-1): ลองกรอกช่อง "อุปสงค์ตลาด" ด้วยตัวเอง:
| ราคา (฿) | คนที่ 1 | คนที่ 2 | ตลาด |
|---|---|---|---|
| 50 | 30 | 80 | |
| 40 | 40 | 90 | |
| 30 | 50 | 100 | |
| 20 | 60 | 110 | |
| 10 | 70 | 120 |
สมการ: D₁: Q₁ = 80 − P | D₂: Q₂ = 130 − P
→ ตลาด: Q = Q₁ + Q₂ = 210 − 2P (รวม Q ที่ P เดียวกัน)
แต่การรวมแบบนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีอุปสงค์แต่ละคนเป็นอิสระต่อกัน ในบางกรณี อุปสงค์ขึ้นกับจำนวนคนอื่นที่ซื้อ เรียก Network Externalities:
🟢 Positive: คนซื้อเพิ่ม → อยากซื้อตาม = Bandwagon Effect
🔴 Negative: คนซื้อเพิ่ม → ไม่อยากซื้อ = Snob Effect
Positive Network Externalities — คนอื่นซื้อเยอะ ฉันก็อยากซื้อด้วย!
ผลของสมัยนิยม เกิดเมื่อบุคคลหนึ่งต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนอื่นบริโภคสินค้าเดียวกัน — ซื้อเพราะคนส่วนใหญ่ล้วนมี "เห็นคนอื่นมี ก็ต้องมีบ้าง"
ตัวอย่าง: รถยนต์รุ่นนิยม, แฟชั่นตามเทรนด์, อาหารร้านดัง, เสื้อผ้าตามสมัยนิยม
ตัวอย่าง (รูปที่ 3-2): สมมติตอนแรกมีผู้ซื้อ 20,000 คน → D₂₀ เมื่อคนเพิ่มเป็น 40,000 → D₄₀ เลื่อนขวา ตามลำดับจนถึง D₁₀₀ เมื่อลากต่อจุดดุลยภาพจะได้เส้น Demand ตลาดที่แบนกว่าเส้นบุคคล
สรุป: Bandwagon → เส้นตลาดแบนกว่า (elastic มากกว่า) เส้นบุคคล เพราะราคาลดนิดเดียว Q เพิ่มเยอะมาก
Negative Network Externalities — คนอื่นซื้อเยอะ ฉันกลับไม่อยากซื้อ!
ตรงข้ามกับ Bandwagon — บุคคลต้องการสินค้าลดลงเมื่อคนอื่นมีมากขึ้น เพราะต้องการความพิเศษ แตกต่างจากผู้อื่น "ถ้าทุกคนมี ก็ไม่อยากมีแล้ว"
ตัวอย่าง: กระเป๋า Hermès, นาฬิกา Rolex หายาก, งานศิลปะ Limited Edition
ตัวอย่าง (รูปที่ 3-3): ตอนแรกผู้ซื้อ 2,000 คน → D₂ เมื่อคนเพิ่ม → D เลื่อนซ้ายเป็น D₄, D₆, D₈ เส้น Demand ตลาดจะชันกว่าเส้นบุคคล
สรุป: Snob → เส้นตลาดชันกว่า (elastic น้อยกว่า) เส้นบุคคล เพราะราคาลด → คนใหม่ซื้อเพิ่ม แต่คนเดิมเลิกซื้อ
Bandwagon vs Snob — เปรียบเทียบ 2 แบบ
| 🟢 Bandwagon | 🔴 Snob | |
|---|---|---|
| เมื่อคนอื่นซื้อเพิ่ม | อยากซื้อตาม | ไม่อยากซื้อ |
| เส้น D เลื่อน | ไปทางขวา | ไปทางซ้าย |
| เส้นตลาด vs บุคคล | แบนกว่า | ชันกว่า |
| ตัวอย่าง | ชาไข่มุก, iPhone | Hermès, Rolex |