บทที่ 6 · หัวข้อ 6.3
Ridge Lines & Isocost ขอบเขตปัจจัย & เส้นต้นทุน
Isoquant บอกว่า "ผลิตได้เท่ากัน" — แต่ส่วนไหนเหมาะ ส่วนไหนสิ้นเปลือง? แล้วต้นทุนล่ะ?
จากบทที่ 5 เรารู้ว่าถ้าใช้ปัจจัยแปรผันมากเกิน MP จะติดลบ — บน Isoquant ก็เช่นกัน เรามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ขั้นที่ 1
Isoquant จริง ๆ หน้าตาเป็นยังไง?
ในบท 6.1 เราเห็นแค่ส่วนที่ดี (E ถึง F) แต่ถ้าวาดเต็ม ๆ เส้นจะงอกลับ ทั้งด้านบนและด้านล่าง
L
K
0
E
MRTS=∞
(slope ตั้ง)
A
B
C
F
MRTS=0
(slope นอน)
H
❌ MPK < 0
❌ MPL < 0
Q₁
เส้นทึบ (ม่วง) = ส่วนเหมาะสม (E ถึง F) · เส้นประ (แดง) = ส่วนงอกลับ (สิ้นเปลือง)
? คำถามที่ 1
ทำไมเส้นถึง "งอกลับ" ที่จุด H?
A เพราะเตาเสีย
B เพราะใช้คน (L) มากเกินจน MPL ติดลบ → เพิ่ม L แล้วต้องเพิ่ม K ด้วย ถึงจะได้ผลผลิตเท่าเดิม
C เพราะราคาปัจจัยเปลี่ยน
✓ ใช้ L มากเกิน!
เลยจุด F ไป: MPL ติดลบ → คนเพิ่มมาเกะกะ ทำผลผลิตลดลง
ถ้าอยากได้ผลผลิตเท่าเดิม ต้องเพิ่มทั้ง L และ K → เส้นงอกลับขึ้น
ในทำนองเดียวกัน เหนือจุด E: ใช้ K มากเกิน MPK ติดลบ → เส้นงอกลับไปทางขวา
ขั้นที่ 2
🚧 Ridge Lines = ขอบเขตโซนเหมาะสม
ถ้ามีหลายเส้น Isoquant แต่ละเส้นก็มีจุด E (slope ตั้ง) และจุด F (slope นอน) ลากเส้นเชื่อมจุด E ทั้งหมด → Upper Ridge Line · เชื่อมจุด F ทั้งหมด → Lower Ridge Line
L
K
0
Q₁
Q₂
Q₃
E
F
I
J
M
N
Upper Ridge Line
Lower Ridge Line
✓ Efficient Zone
Ridge Lines เชื่อมจุดที่ slope = ∞ (บน) และ slope = 0 (ล่าง) → แบ่งโซนเหมาะสมออกจากโซนสิ้นเปลือง
? คำถามที่ 2
ผู้ผลิตที่ฉลาดจะเลือกใช้ปัจจัยในบริเวณไหน?
A เหนือ Upper Ridge Line (ใช้ K เยอะ ๆ)
B ระหว่าง Upper และ Lower Ridge Line (โซนที่ Slope เป็นลบ)
C ใต้ Lower Ridge Line (ใช้ L เยอะ ๆ)
✓ ระหว่าง Ridge Lines!
เฉพาะส่วนที่ Slope เป็นลบ = เพิ่มปัจจัยหนึ่ง ลดอีกปัจจัยหนึ่งได้
นอกโซนนี้ = สิ้นเปลือง เพราะ MP ของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งติดลบ
🎯 Ridge Lines สรุป
Upper Ridge Line = เชื่อมจุดที่ MPK = 0 (Slope = ∞) → ขอบเขตการใช้ K สูงสุด
Lower Ridge Line = เชื่อมจุดที่ MPL = 0 (Slope = 0) → ขอบเขตการใช้ L สูงสุด
ผู้ผลิตควรอยู่ระหว่าง 2 เส้นนี้ เท่านั้น (โซน Slope ลบ)
ขั้นที่ 2
💰 แต่สูตรไหนถูกที่สุด?
บน Isoquant มีหลายจุดที่ผลิตได้เท่ากัน — แต่แต่ละจุดใช้คนเตาต่างกัน ราคาก็ต่างกัน
เราต้องรู้ว่าผู้ผลิตมีเงินเท่าไร ซื้อปัจจัยราคาเท่าไร → ต้องมี เส้นต้นทุนเท่ากัน (Isocost)
🧮 ตัวอย่าง
ร้านเบเกอรี่มีงบ 100 บาท
ค่าจ้างคน (PL ) = 10 บาท /คน · ค่าเช่าเตา (PK ) = 20 บาท /เตา
ถ้าซื้อแต่เตาอย่างเดียว: 100 ÷ 20 = 5 เตา
ถ้าจ้างแต่คนอย่างเดียว: 100 ÷ 10 = 10 คน
? คำถามที่ 2
ถ้ามีเงิน 100 บาท จ้างคน 4 คน (4×10=40) เหลือเงินซื้อเตาได้กี่เตา?
A 3 เตา (เหลือ 60÷20=3)
B 5 เตา
C 2 เตา
✓ 3 เตา
100 = 10(4) + 20K → 60 = 20K → K = 3
ลากเส้นเชื่อมทุกจุดที่รวม 100 บาทเท่ากัน → ได้เส้นตรง ทอดลงจากซ้ายไปขวา
ขั้นที่ 3
📊 ลองปรับ Isocost ด้วยตัวเอง
ISOCOST CURVE
L
K
1 2 3
4 5 6
7 8 9
10 11 12
13
0 1 2
3 4 5
6 7 8
9 10
Slope = −PL /PK
= −0.5
ลองเพิ่ม C → เส้นขยับขนานออก · ลองเปลี่ยน PL → เส้นหมุน
เส้นตรง Isocost: ทุกจุดบนเส้นนี้ใช้เงินเท่ากัน
? คำถามที่ 3
Slope ของเส้น Isocost เท่ากับอะไร?
A −MPL /MPK
B −PL /PK (อัตราส่วนราคาปัจจัย)
C −C/PL
✓ อัตราส่วนราคา
จาก K = C/PK − (PL /PK )·L → Slope = −PL /PK
สังเกต: Slope ขึ้นกับราคา เท่านั้น ไม่ขึ้นกับต้นทุน C
เปลี่ยน C → เส้นเลื่อนขนาน (slope เท่าเดิม)
เปลี่ยน PL หรือ PK → เส้นหมุน (slope เปลี่ยน)
ขั้นที่ 4
🧠 ทดสอบ
? คำถามที่ 4
ถ้าต้นทุนเพิ่มจาก 100 เป็น 200 (ราคาปัจจัยไม่เปลี่ยน) เส้น Isocost จะเปลี่ยนยังไง?
A เลื่อนขนานออกไปทางขวา (ซื้อได้มากขึ้นทั้งคู่)
B หมุนชันขึ้น
C ไม่เปลี่ยน
✓ เลื่อนขนาน
Slope = −PL /PK ไม่เปลี่ยน → เส้นยังขนาน กับเส้นเดิม
แต่ C/PK และ C/PL เพิ่มขึ้น → จุดตัดแกนทั้งสองเลื่อนออก
ลองปรับ slider C ในกราฟด้านบนดูได้!
? คำถามที่ 5
ถ้าค่าจ้างคน (PL ) เพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 20 (C และ PK เท่าเดิม) เส้น Isocost จะเปลี่ยนยังไง?
A เลื่อนขนาน
B จุดตัดแกน L สั้นลง (ซื้อคนได้น้อยลง) แต่จุดตัดแกน K ไม่เปลี่ยน → เส้นหมุนชันขึ้น
C จุดตัดแกน K สั้นลง
✓ เส้นหมุน!
C/PL = 100/20 = 5 (จากเดิม 10) → จุดตัดแกน L สั้นลง
C/PK = 100/20 = 5 (ไม่เปลี่ยน) → จุดตัดแกน K เท่าเดิม
→ เส้นหมุนรอบจุดตัดแกน K ให้ชันขึ้น
สรุป
สิ่งที่ได้จาก 6.3
🎯 2 เครื่องมือใหม่
① Ridge Lines = ขอบเขตโซนเหมาะสม (Upper: MPK =0 / Lower: MPL =0)
② Isocost = เส้นต้นทุนเท่ากัน (C = PL ·L + PK ·K)
Slope ของ Isocost = −PL /PK
เปลี่ยน C → ขยับขนาน · เปลี่ยนราคา → หมุน
→ ไปต่อที่ 6.4
ตอนนี้มี Isoquant (ผลผลิตเท่ากัน) + Isocost (ต้นทุนเท่ากัน) → หัวข้อต่อไปจะซ้อน 2 เส้นนี้ แล้วหาจุดที่ดีที่สุด — ผลผลิตสูงสุดจากต้นทุนที่มี หรือ ต้นทุนต่ำสุดจากผลผลิตที่ต้องการ