รัฐบาลเก็บภาษีบุหรี่ซองละ 20 บาทจากโรงงาน — คุณอาจจะคิดว่า "โรงงานจ่ายไปสิ"
แต่จริง ๆ แล้ว คนสูบก็จ่ายบางส่วน ทั้งที่ไม่ได้ถูกเก็บโดยตรง ทำไม? บทนี้มีคำตอบ
สมมติรัฐประกาศ: "ตั้งแต่พรุ่งนี้ เก็บภาษีบุหรี่จากโรงงานซองละ 20 บาท"
ก่อนเก็บภาษี บุหรี่ขายซองละ 100 บาท → วันรุ่งขึ้น เดินไปร้านสะดวกซื้อ คุณเจออะไร?
คำตอบที่ถูกคือ C — นี่คือคอนเซ็ปต์ที่ชื่อ "Tax Incidence" (ภาระภาษี)
ภาษีที่รัฐเก็บ ไม่ว่าจะเก็บจากใคร จะถูกแบ่งกันจ่ายระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อเสมอ — เพราะกลไกตลาดจะปรับราคาใหม่อัตโนมัติ ราคาในท้องตลาดจะขึ้น (แต่ไม่ครบ 20) และโรงงานก็จะได้เงินน้อยลง (แต่ไม่ครบ 20 เหมือนกัน)
สัดส่วนการแบ่งภาระขึ้นกับ ความยืดหยุ่น (elasticity) ของ D และ S — เราจะเห็นกลไกนี้ชัด ๆ ในกราฟหน้าถัดไป
เมื่อรัฐเก็บภาษี ต่อหน่วย จากผู้ผลิต (เช่น ภาษีสรรพสามิต) — ผู้ผลิตต้องจ่ายภาษีทุกชิ้นที่ขาย เขาจะยอมผลิตชิ้นที่ราคา P เฉพาะเมื่อ "ได้เงินหลังหักภาษี = ราคาเดิมที่เคยยอมผลิต" เท่านั้น
ผลคือ เส้น Supply เลื่อนขึ้นขนานกับเส้นเดิม เป็นระยะเท่ากับภาษี (t) — ลอง slider เพื่อเห็นเอง:
เก็บภาษีเป็นจำนวนคงที่ ต่อหน่วยสินค้า เช่น บาท/ลิตร, บาท/ซอง
→ เส้น Supply เลื่อนขึ้นขนานกับเส้นเดิม เป็นระยะ t คงที่ทุกราคา
เก็บภาษีเป็น เปอร์เซ็นต์ของราคา (v%) เช่น VAT 7%
→ เส้น Supply ไม่ขนานกับเส้นเดิม ที่ราคาสูง ภาษียิ่งมาก ช่วงห่างยิ่งกว้าง
💡 ใน LAB ข้างล่าง เราจะจำลอง Per Unit Tax เพราะวิเคราะห์ง่ายกว่า — ส่วน Ad-Valorem ใช้หลักการเดียวกันแต่เส้น S เลื่อนแบบหมุน (rotate)
เมื่อรัฐเก็บภาษีต่อหน่วย t จากผู้ผลิต — เส้น Supply เลื่อนขึ้นเป็นระยะ t ดุลยภาพใหม่คือจุดที่ S_ใหม่ ตัดกับ D เดิม
สัดส่วนการแบ่งภาระขึ้นกับความชันของเส้น D และ S — ข้อนี้สำคัญ!
ลองคิดง่าย ๆ — ใครที่ "หนีไม่ได้" คนนั้นจะถูกเก็บมากกว่า
🚬 บุหรี่: คนสูบติดแล้วเลิกยาก (Demand ไม่ยืดหยุ่น) → ผู้สูบรับภาระมากกว่า
🛒 ลูกอม: ถ้าขึ้นราคา คนไปซื้อยี่ห้ออื่นได้ (Demand ยืดหยุ่น) → ผู้ผลิตรับภาระมากกว่า
🏠 น้ำมันดิบ: ผู้ผลิตเปลี่ยนอุตสาหกรรมยาก (Supply ไม่ยืดหยุ่น) → ผู้ผลิตรับภาระมากกว่า
• Demand ชัน (inelastic) + Supply ลาด (elastic) → ผู้ซื้อจ่ายมาก
• Demand ลาด (elastic) + Supply ชัน (inelastic) → ผู้ขายจ่ายมาก
• ชันเท่ากัน → แบ่งคนละครึ่ง (เหมือนในกราฟข้างบน)
น่าสนใจมาก — ถ้ารัฐเปลี่ยนมาเก็บภาษีจากผู้ซื้อแทน (เช่น VAT ที่จ่ายตอนซื้อ) เส้น Demand จะเลื่อนลงด้วยระยะ t แทน (เพราะผู้ซื้อเต็มใจจ่ายน้อยลง ณ แต่ละราคาตลาด เมื่อต้องบวกภาษี)
ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ เหมือนกันทุกอย่าง — ปริมาณใหม่ Q, ภาระของผู้ซื้อ, ภาระของผู้ขาย, รายได้ของรัฐ — ตัวเลขเท่ากันทุกอัน!
นี่คือหลักการที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Tax Equivalence" — ในทางเศรษฐศาสตร์ การเก็บภาษีจากผู้ขายหรือผู้ซื้อ ให้ผลเหมือนกันทุกประการ
ที่ต่างกันมีแค่ ชื่อในใบเสร็จ — แต่เงินในกระเป๋าของแต่ละฝ่ายสุดท้ายเท่ากัน นี่แหละคือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า "Tax incidence ไม่ขึ้นกับว่าเก็บจากใคร"
📝 โจทย์:
อุปสงค์: Qᴅ = 150 − 50P
อุปทาน: Qˢ = 60 + 40P
รัฐเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ผลิต t = 0.9 บาท — ให้หาราคาและปริมาณก่อน/หลังภาษี
@ สังเกตว่า ผู้ขายรับภาระมากกว่าเล็กน้อย — เพราะในโจทย์นี้ Supply slope (40) ต่ำกว่า Demand slope (50) เล็กน้อย → Supply "ชัน" กว่าในกราฟ (Q,P) → ผู้ขายยืดหยุ่นน้อยกว่า → จ่ายมากกว่า
อุปสงค์: Qᴅ = 100 − 10P
อุปทาน: Qˢ = 10P
รัฐเก็บภาษี t = 2 บาทต่อหน่วยจากผู้ผลิต — ให้หา:
1) P_buyer (ราคาที่ผู้ซื้อจ่าย, บาท)
2) Q_ใหม่ (ปริมาณซื้อขายหลังเก็บภาษี, หน่วย)
3) รายได้รัฐทั้งหมด (บาท)