บทที่ 4 หน้าหลัก
บทที่ 4.4 · การเก็บภาษี
Ajarn.Kwan @ เศรษฐศาสตร์ รามคำแหง
← กลับบทที่ 4 บทที่ 4 4.4
SECTION 4.4

การเก็บภาษี (Taxation)

รัฐบาลเก็บภาษีบุหรี่ซองละ 20 บาทจากโรงงาน — คุณอาจจะคิดว่า "โรงงานจ่ายไปสิ"
แต่จริง ๆ แล้ว คนสูบก็จ่ายบางส่วน ทั้งที่ไม่ได้ถูกเก็บโดยตรง ทำไม? บทนี้มีคำตอบ

① ถามก่อนเรียน

ภาษีบุหรี่: ใครเป็นคนจ่าย?

สมมติรัฐประกาศ: "ตั้งแต่พรุ่งนี้ เก็บภาษีบุหรี่จากโรงงานซองละ 20 บาท"
ก่อนเก็บภาษี บุหรี่ขายซองละ 100 บาท → วันรุ่งขึ้น เดินไปร้านสะดวกซื้อ คุณเจออะไร?

💭 Quick Thinking
ราคาขายบุหรี่ในร้านค้าจะเป็นยังไง?

คำตอบที่ถูกคือ C — นี่คือคอนเซ็ปต์ที่ชื่อ "Tax Incidence" (ภาระภาษี)

ภาษีที่รัฐเก็บ ไม่ว่าจะเก็บจากใคร จะถูกแบ่งกันจ่ายระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อเสมอ — เพราะกลไกตลาดจะปรับราคาใหม่อัตโนมัติ ราคาในท้องตลาดจะขึ้น (แต่ไม่ครบ 20) และโรงงานก็จะได้เงินน้อยลง (แต่ไม่ครบ 20 เหมือนกัน)

สัดส่วนการแบ่งภาระขึ้นกับ ความยืดหยุ่น (elasticity) ของ D และ S — เราจะเห็นกลไกนี้ชัด ๆ ในกราฟหน้าถัดไป

② ทดลอง: ภาษีจากผู้ผลิต

เส้น Supply เลื่อนยังไงเมื่อเก็บภาษี?

เมื่อรัฐเก็บภาษี ต่อหน่วย จากผู้ผลิต (เช่น ภาษีสรรพสามิต) — ผู้ผลิตต้องจ่ายภาษีทุกชิ้นที่ขาย เขาจะยอมผลิตชิ้นที่ราคา P เฉพาะเมื่อ "ได้เงินหลังหักภาษี = ราคาเดิมที่เคยยอมผลิต" เท่านั้น

ผลคือ เส้น Supply เลื่อนขึ้นขนานกับเส้นเดิม เป็นระยะเท่ากับภาษี (t) — ลอง slider เพื่อเห็นเอง:

📐 ภาษีแบ่งเป็น 2 แบบ
① Per Unit Tax (ภาษีต่อหน่วย / Excise / สรรพสามิต)

เก็บภาษีเป็นจำนวนคงที่ ต่อหน่วยสินค้า เช่น บาท/ลิตร, บาท/ซอง
→ เส้น Supply เลื่อนขึ้นขนานกับเส้นเดิม เป็นระยะ t คงที่ทุกราคา

② Ad-Valorem Tax (ภาษีตามมูลค่า / เปอร์เซ็นต์ของราคา)

เก็บภาษีเป็น เปอร์เซ็นต์ของราคา (v%) เช่น VAT 7%
→ เส้น Supply ไม่ขนานกับเส้นเดิม ที่ราคาสูง ภาษียิ่งมาก ช่วงห่างยิ่งกว้าง

💡 ใน LAB ข้างล่าง เราจะจำลอง Per Unit Tax เพราะวิเคราะห์ง่ายกว่า — ส่วน Ad-Valorem ใช้หลักการเดียวกันแต่เส้น S เลื่อนแบบหมุน (rotate)

🔬 LAB — Tax Incidence Simulator
Qᴅ = 120,000 − 20,000P | Qˢ = 20,000P (P* = 3, Q* = 60k) · ลาก slider เพื่อกำหนดภาษีต่อหน่วย
฿ 1.00
💭 Think
ลอง t = 1 บาท สังเกตกราฟ แล้วตอบ — ราคาที่ผู้ซื้อจ่าย (P_buyer) เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และราคาที่ผู้ขายได้ (P_seller) ลดลงเท่าไหร่?
③ สรุปทฤษฎี
★ Core Theory

Tax Incidence (ภาระภาษี)

เมื่อรัฐเก็บภาษีต่อหน่วย t จากผู้ผลิต — เส้น Supply เลื่อนขึ้นเป็นระยะ t ดุลยภาพใหม่คือจุดที่ S_ใหม่ ตัดกับ D เดิม

P_buyer = ราคาที่ผู้ซื้อจ่าย (ราคาขายในตลาด)
P_seller = P_buyer − t (ราคาที่ผู้ผลิตได้รับจริง)

ภาระภาษีของผู้ซื้อ = (P_buyer − P*) × Q_ใหม่
ภาระภาษีของผู้ขาย = (P* − P_seller) × Q_ใหม่
รายได้รัฐทั้งหมด = t × Q_ใหม่

สัดส่วนการแบ่งภาระขึ้นกับความชันของเส้น D และ S — ข้อนี้สำคัญ!

④ กฎทอง: ใครเป็นคนจ่ายมาก?
Economic Insight

ฝั่งที่ "ไม่ยืดหยุ่น" (inelastic) จะรับภาระภาษีมากกว่า

ลองคิดง่าย ๆ — ใครที่ "หนีไม่ได้" คนนั้นจะถูกเก็บมากกว่า

🚬 บุหรี่: คนสูบติดแล้วเลิกยาก (Demand ไม่ยืดหยุ่น) → ผู้สูบรับภาระมากกว่า
🛒 ลูกอม: ถ้าขึ้นราคา คนไปซื้อยี่ห้ออื่นได้ (Demand ยืดหยุ่น) → ผู้ผลิตรับภาระมากกว่า
🏠 น้ำมันดิบ: ผู้ผลิตเปลี่ยนอุตสาหกรรมยาก (Supply ไม่ยืดหยุ่น) → ผู้ผลิตรับภาระมากกว่า

📊 กฎทอง — จำง่าย ๆ

• Demand ชัน (inelastic) + Supply ลาด (elastic) → ผู้ซื้อจ่ายมาก
• Demand ลาด (elastic) + Supply ชัน (inelastic) → ผู้ขายจ่ายมาก
• ชันเท่ากัน → แบ่งคนละครึ่ง (เหมือนในกราฟข้างบน)

ในโลกจริง — ตัวอย่างภาษีที่รัฐเก็บ

🚬ภาษีบุหรี่ (Excise Tax)
รัฐไทยเก็บภาษีบุหรี่ประมาณ 40% ของราคาขาย — ผู้สูบรับภาระเกือบเต็ม เพราะ D ไม่ยืดหยุ่น (ติดแล้วเลิกยาก) รัฐจึงได้รายได้เยอะ
🥤ภาษีน้ำตาล (Sugar Tax)
เก็บตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม — ผู้ผลิตมักแก้โดย "สูตรใหม่น้ำตาลน้อย" ทำให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ ผู้บริโภคก็หนีไปเครื่องดื่มสูตรใหม่
🍺ภาษีสรรพสามิต (เหล้า/เบียร์)
คล้ายบุหรี่ — ผู้ดื่มรับภาระมาก เพราะเลือกไม่เยอะ แต่สำหรับวัยรุ่นที่เริ่มดื่ม การเพิ่มภาษีสามารถลดการดื่มลงได้บ้าง
⑤ ถ้ารัฐเก็บจาก "ผู้ซื้อ" ล่ะ?

ผลลัพธ์เหมือนกันเลย!

น่าสนใจมาก — ถ้ารัฐเปลี่ยนมาเก็บภาษีจากผู้ซื้อแทน (เช่น VAT ที่จ่ายตอนซื้อ) เส้น Demand จะเลื่อนลงด้วยระยะ t แทน (เพราะผู้ซื้อเต็มใจจ่ายน้อยลง ณ แต่ละราคาตลาด เมื่อต้องบวกภาษี)

ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ เหมือนกันทุกอย่าง — ปริมาณใหม่ Q, ภาระของผู้ซื้อ, ภาระของผู้ขาย, รายได้ของรัฐ — ตัวเลขเท่ากันทุกอัน!

💡 Surprising Insight

รัฐเก็บจากใครก็ได้ผลเหมือนกัน

นี่คือหลักการที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Tax Equivalence" — ในทางเศรษฐศาสตร์ การเก็บภาษีจากผู้ขายหรือผู้ซื้อ ให้ผลเหมือนกันทุกประการ

ที่ต่างกันมีแค่ ชื่อในใบเสร็จ — แต่เงินในกระเป๋าของแต่ละฝ่ายสุดท้ายเท่ากัน นี่แหละคือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า "Tax incidence ไม่ขึ้นกับว่าเก็บจากใคร"

⑥ คำนวณเต็ม ๆ

ตัวอย่างจากหนังสือ (ดัดแปลง)

📝 โจทย์:
อุปสงค์: Qᴅ = 150 − 50P
อุปทาน: Qˢ = 60 + 40P

รัฐเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ผลิต t = 0.9 บาท — ให้หาราคาและปริมาณก่อน/หลังภาษี

ขั้นที่ 1 — หาดุลยภาพก่อนเก็บภาษี
150 − 50P = 60 + 40P
90 = 90P
P* = 1, Q* = 100
ขั้นที่ 2 — หาสมการ Supply ใหม่ (หลังภาษี)
ผู้ผลิตได้เงินสุทธิ P − t ดังนั้นสมการ Supply เปลี่ยนเป็น Qˢ = 60 + 40(P − t)
Qˢ_ใหม่ = 60 + 40(P − 0.9)
= 60 + 40P − 36
= 24 + 40P
ขั้นที่ 3 — หาดุลยภาพใหม่
Qᴅ = Qˢ_ใหม่
150 − 50P = 24 + 40P
126 = 90P
P_buyer = 1.4 บาท
P_seller = 1.4 − 0.9 = 0.5 บาท
Q_ใหม่ = 150 − 50(1.4) = 80 หน่วย
ขั้นที่ 4 — คำนวณภาระภาษี
ผู้ซื้อจ่ายเพิ่ม = 1.4 − 1.0 = 0.4 / หน่วย
ผู้ขายได้ลด = 1.0 − 0.5 = 0.5 / หน่วย
รวมภาษี = 0.4 + 0.5 = 0.9 ✓

ภาระภาษีรวมของผู้ซื้อ = 0.4 × 80 = 32 บาท
ภาระภาษีรวมของผู้ขาย = 0.5 × 80 = 40 บาท
รายได้รัฐทั้งหมด = 0.9 × 80 = 72 บาท
💸 ภาระภาษีแบ่งยังไง?
ผู้ซื้อ
32 บาท (44%)
ผู้ขาย
40 บาท (56%)
0.4 /หน่วย รวม 72 บาท 0.5 /หน่วย

@ สังเกตว่า ผู้ขายรับภาระมากกว่าเล็กน้อย — เพราะในโจทย์นี้ Supply slope (40) ต่ำกว่า Demand slope (50) เล็กน้อย → Supply "ชัน" กว่าในกราฟ (Q,P) → ผู้ขายยืดหยุ่นน้อยกว่า → จ่ายมากกว่า

⑦ ลองทำด้วยตัวเอง

📝 โจทย์ของคุณ

อุปสงค์: Qᴅ = 100 − 10P
อุปทาน: Qˢ = 10P

รัฐเก็บภาษี t = 2 บาทต่อหน่วยจากผู้ผลิต — ให้หา:
1) P_buyer (ราคาที่ผู้ซื้อจ่าย, บาท)
2) Q_ใหม่ (ปริมาณซื้อขายหลังเก็บภาษี, หน่วย)
3) รายได้รัฐทั้งหมด (บาท)

หา P* ก่อน
100 − 10P = 10P → 100 = 20P → P* = 5, Q* = 50
Supply ใหม่หลังภาษี t = 2
Qˢ_ใหม่ = 10(P − 2) = 10P − 20
ดุลยภาพใหม่
100 − 10P = 10P − 20
120 = 20P
P_buyer = 6, Q_ใหม่ = 40
รายได้รัฐ
= t × Q_ใหม่ = 2 × 40 = 80 บาท
Extra: ผู้ซื้อจ่ายเพิ่ม 1 → ภาระ 40 บาท | ผู้ขายได้ลด 1 → ภาระ 40 บาท (แบ่งครึ่ง เพราะ slope เท่ากัน)
🎯 สรุป Key Takeaways

5 ข้อที่ต้องจำ

  • ภาษีต่อหน่วยจากผู้ผลิต → Supply เลื่อนขึ้นเป็นระยะ t
  • ราคาผู้ซื้อ↑, ราคาผู้ขาย↓ — ทั้งสองฝ่ายจ่ายภาระกันคนละส่วน (Tax Incidence)
  • ฝั่งที่ inelastic รับภาระมากกว่า — บุหรี่ เหล้า: ผู้ซื้อจ่ายเยอะ
  • เก็บจากผู้ซื้อหรือผู้ขาย ผลเท่ากัน — Tax Equivalence
  • สูตร: รายได้รัฐ = t × Q_ใหม่ — ไม่ใช่ t × Q_เดิม!
🔗 เชื่อมไปบทต่อไป
ผ่านมาแล้ว 4 บท — เราเจอทั้งดุลยภาพ, ราคาขั้นสูง, ราคาขั้นต่ำ, และภาษี
คำถามสุดท้าย: ถ้าในชีวิตจริง D หรือ S เปลี่ยนเอง (เช่น คนนิยมกาแฟมากขึ้น, น้ำมันดิบแพงขึ้น) — ราคาและปริมาณดุลยภาพจะเปลี่ยนยังไง? → ไปต่อ 4.5 การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพ